facebook button facebook button facebook button facebook button
                       



หัวข้อ: แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญในจังหวัดขอนแก่น โดย ททท.  (อ่าน 1953 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

KKL Support

  • Administrator
  • เจ้าพ่อบอร์ด
  • *****
  • จิตพิสัย: 300
  • ออฟไลน์ ออฟไลน์
  • เพศ: ชาย
  • กระทู้: 6,561
  • KKL : ชุมชนออนไลน์ชาวขอนแก่น
    • เว็บไซต์
    ศาลเจ้าเทพารักษ์หลักเมือง
    เป็นสถานที่เคารพสักการะของชาวขอนแก่น ตั้งอยู่หน้าศาลาสุขใจ ถนนเทพารักษ์ หน้าเทศบาลนครขอนแก่น ท่านเจ้าคุณปู่พระราชสารธรรมมุนีและหลวงธุรนัยพินิจ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่นเป็นผู้ริเริ่มสร้างขึ้นโดยนำหลักศิลาจารึกจากโบราณสถานในท้องที่อำเภอชุมแพมาประกอบพิธีทางพุทธศาสนา และตั้งเป็นศาลหลักเมืองเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2499

    พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ขอนแก่น
    เป็นที่เก็บและจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุอันมีค่าตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์จนถึงสมัยประวัติศาสตร์ มีการจัดแสดงโครงกระดูกมนุษย์ยุคหินใหม่ที่บ้านเชียงและเครื่องมือเครื่องใช้ของผู้คนในยุคนั้น  รวมถึงใบเสมาหินทรายขนาดใหญ่เป็นงานพุทธศิลป์สมัยทวาราวดี จำหลักภาพพุทธประวัติที่งดงามและสมบูรณ์มาก พบที่เมืองฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์  นอกจากนั้นยังมีศิลปะวัตถุสมัยขอมหรือลพบุรี ได้แก่ ทับหลังจากปราสาทหินในภาคอีสาน  นอกเหนือจากโบราณวัตถุที่พบในท้องถิ่นแล้ว ที่นี่ยังจัดแสดงศิลปะวัตถุสมัยอื่นไว้ด้วย เช่น สุโขทัย อยุธยา เป็นต้น  และส่วนหนึ่งก็จัดแสดงข้าวของเครื่องใช้พื้นบ้านไว้ด้วย เหมาะสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาด้านประวัติศาสตร์ โบราณคดี และชีวิตความเป็นอยู่ของคนอีสานเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00–16.00 น.ค่าเข้าชมชาวไทย 20  บาท ชาวต่างประเทศ  100 บาท รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 0 4324 61470

    บึงแก่นนคร
     ตั้งอยู่ในเขตเทศบาลกลางเมืองขอนแก่น เป็นบึงขนาดใหญ่เนื้อที่ 603 ไร่  นอกจากจะเป็นที่ประดิษฐานอนุสาวรีย์ "เจ้าเพี้ยเมืองแพน" ผู้ก่อตั้งเมืองขอนแก่นแล้ว ยังเป็นสถานที่ที่ประชาชนนิยมมาพักผ่อน และทำกิจกรรมนันทนาการ เพราะมีบรรยากาศสบาย ๆ พื้นที่โดยรอบร่มรื่นด้วยต้นไม้ มีสวนสุขภาพ ประดับด้วยประติมากรรมรูปต่าง ๆ ดูเพลินตา

    โฮงมูนมังเมืองขอนแก่น
    คือหอที่รวบรวมเรื่องราวอันเป็นที่มาของเมืองขอนแก่น เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพชีวิตและความเป็นอยู่ตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน  จัดตั้งขึ้นเพื่อเชื่อมโยงให้ชุมชนเกิดความรักและหวงแหนท้องถิ่นของตนเองและเป็นศูนย์กลางการศึกษาค้นคว้าข้อมูลประวัติเมืองขอนแก่น โดยผู้เฒ่าผู้แก่และชาวขอนแก่นเป็นผู้ให้ข้อมูล  แบ่งพื้นที่จัดนิทรรศการออกเป็น 5 โซน คือ

    โซนที่ 1 แนะนำเมืองขอนแก่น             
    โซนที่ 2 ประวัติศาสตร์ของเมืองขอนแก่นและวัฒนธรรมโบราณ  ที่มีอายุยาวนานมากกว่า 3,000 – 5,000  ปี นับตั้งแต่ยุคก่อนประวัติศาสตร์
    โซนที่ 3 การตั้งเมือง
    โซนที่ 4 บ้านเมืองและวิถีชีวิตของชาวขอนแก่น
    โซนที่ 5 ขอนแก่นวันนี้

    นำเสนอภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของชาวขอนแก่นในปัจจุบันด้วยการนำเสนอวัฒนธรรมประเพณีที่ยังคงปฏิบัติสืบต่อกันมา เปิดให้เข้าชมทุกวัน ยกเว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็ก 10 บาท ชาวต่างชาติ 90 บาท สอบถามรายละเอียด โทร. 0 4327 1173

    พระมหาธาตุแก่นนคร ( พระธาตุ 9 ชั้น )     
    อยู่ถนนกลางเมือง ภายในวัดหนองแวง (พระอารามหลวง) เป็นอาคารคอนกรีตเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูนเรือนยอดทรงเจดีย์ เป็นสถานที่บรรจุพระสารีริกธาตุ  และรวบรวมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา บานประตู หน้าต่าง แต่ละชั้นแกะสลักภาพชาดก ภาพพุทธประวัติ ภาพประจำวัน ภาพแกะสลักรูปพรหม 16 ชั้น ภาพในพิธีการต่าง ๆ ภายในฝาผนังทั้ง 4 ด้าน มีภาพประวัติเมืองขอนแก่น และชั้นที่ 9 เป็นสถานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุกลางบุษบก และเป็นหอชมวิวทิวทัศน์ตัวเมืองขอนแก่นที่สวยงามทั้ง 4 ด้าน

    วัดไชยศรีและฮูปแต้มสินไซ
    วัดไชยศรี ตั้งอยู่บ้านสาวะถี ตำบลสาวะถี  เป็นวัดเก่าแก่ตั้งมาตั้งแต่ปี 2508 มีอาคารที่สำคัญคือ ศาลาการเปรียญ กุฏิพระสงฆ์ พิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน และสิมหรือโบสถ์ของวัดมีจิตรกรรมฝาผนัง   (ฮูปแต้ม) เรื่องราวทางพุทธศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตของคนอีสานโดยฝีมือช่างพื้นบ้าน

    พระธาตุขามแก่น
    ตั้งอยู่ตำบลบ้านขาม ในวัดเจติยภูมิ สร้างขึ้นประมาณต้นพุทธศตวรรษที่ 25 ตามประวัติกล่าวว่าโมริยกษัตริย์  เจ้าเมืองโมรีย์ซึ่งเป็นเมืองอยู่ในอาณาเขตของประเทศกัมพูชา มีความประสงค์ที่จะนำพระอังคารของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ได้ไว้เมื่อครั้งพระพุทธเจ้าปรินิพพานใหม่ ๆ มาบรรจุที่พระธาตุพนม จึงโปรดให้พระอรหันต์และพระเถระเจ้าคณะรวม 9 องค์ นำขบวนอัญเชิญพระอังคารมา เมื่อผ่านมาถึงดอนมะขามแห่งหนึ่งซึ่งมีต้นมะขามใหญ่ที่ตายแล้วเหลือแต่แก่น เนื่องจากเป็นเวลาพลบค่ำและบริเวณนี้ภูมิประเทศราบเรียบดีจึงหยุดคณะพักชั่วคราว รุ่งเช้าจึงเดินทางต่อไปถึงภูกำพร้าปรากฏว่าพระธาตุพนมได้สร้างเสร็จแล้ว จึงเดินทางกลับและตั้งใจว่าจะนำพระอังคารธาตุกลับไปประดิษฐานไว้ที่บ้านเมืองของตน แต่เมื่อเดินทางผ่านดอนมะขามอีกครั้งปรากฏว่าแก่นมะขามที่ตายแล้วนั้นกลับยืนต้นแตกกิ่งก้านผลิใบเขียวชอุ่มเป็นที่น่าอัศจรรย์  คณะอัญเชิญพระอังคารธาตุจึงพร้อมใจกันสร้างเจดีย์ครอบต้นมะขามนี้ พร้อมกับนำพระอังคารธาตุและพระพุทธรูปบรรจุไว้ในองค์พระธาตุและให้นามว่าพระธาตุขามแก่นมาจนทุกวันนี้

    องค์พระธาตุขามแก่น  ได้รับการบูรณะจากกรมศิลปากร  ภายใต้การควบคุมของสำนักโบราณคดีและพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติที่ ๙ มีการปรับปรุงทาสีองค์พระธาตุ  ขยายบริเวณกำแพงแก้วทั้ง 4 ด้านและตกแต่งทัศนียภาพให้สวยงาม  ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 จะมีงานฉลองและนมัสการพระธาตุขามแก่นประจำทุกปี การเดินทาง  ใช้ทางหลวงหมายเลข 209 (ขอนแก่น-กาฬสินธุ์) ห่างจากตัวเมืองไป 12 กิโลเมตร เมื่อข้ามลำน้ำพองแล้ว เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2183 ไปอีก 14 กิโลเมตร

    กู่ประภาชัย หรือ กู่บ้านนาคำน้อย
    ตั้งอยู่ที่บ้านนาคำน้อย ตำบลบัวใหญ่  กู่ประภาชัย คือกลุ่มโบราณสถานที่มีลักษณะแผนผังอย่างเดียวกันกับโบราณสถานที่พบหลักฐานแสดงอโรคยาศาล หรือสถานพยาบาลที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรเขมรโบราณโปรดฯ ให้สร้างขึ้นในพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ.1720 - 1780) กู่บ้านนาคำน้อยได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถาน เมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478การเดินทาง ไปทางเดียวกับพระธาตุขามแก่น ตรงต่อไปถึงสะพานคลองส่งน้ำจากลำน้ำพอง เลี้ยวซ้ายตามถนนเลียบคลองส่งน้ำแล้วเลี้ยวขวาข้ามสะพานเข้าหมู่บ้านนาคำน้อย กู่จะอยู่ภายในวัดกู่บ้านนาคำน้อย หรือจะขับรถข้ามสะพานข้ามคลองส่งน้ำ ตรงไปตามถนนลาดยาง 6 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางให้เลี้ยวซ้ายผ่านหมู่บ้านไปอีก 1 กิโลเมตร

    หมู่บ้านงูจงอาง
    บ้านโคกสง่า ตำบลทรายมูล เดิมชาวบ้านมีอาชีพขายยาสมุนไพรควบคู่กับการทำนา การขายยาสมุนไพรในสมัยก่อนต้องเดินเท้าไปเร่ขายยาตามหมู่บ้านต่าง ๆ ด้วยความยากลำบาก แต่เมื่อปี พ.ศ. 2494  พ่อใหญ่เคน ยงลา หมอยาบ้านโคกสง่าได้คิดนำงูเห่ามาประกอบการแสดงเพื่อเป็นสร้างความสนใจให้คนมาชม  แทนที่จะต้องเดินไปขายยาในทุก ๆ หมู่บ้านเช่นเคย ปรากฏว่าการแสดงประสบความสำเร็จสามารถเรียกคนมาชมได้มาก  แต่เนื่องจากงูเห่านั้นมีอันตราย พ่อใหญ่จึงเปลี่ยนมาใช้งูจงอางแทนและถ่ายทอดวิชาแสดงงูให้คนในหมู่บ้าน เมื่อว่างจากการเกษตรชาวบ้านจะรวมกลุ่มเดินทางออกเร่แสดงงูและขายยาสมุนไพร  ส่วนการแสดงที่หมู่บ้านนั้นจะจัดขึ้นบริเวณลานวัดศรีธรรมา รอบ ๆ บริเวณก็จะมีการจัดนิทรรศการเกี่ยวกับงูจงอาง รวมทั้งมีโรงเรือนเพาะเลี้ยงงูจงอางอยู่ด้วย
     
    การแสดงงูจงอางบ้านโคกสง่าเป็นที่รู้จักกันแพร่หลายมาก ทุกหลังคาเรือนจะเลี้ยงงูจงอางไว้ใต้ถุนบ้าน มีการจัดแสดงหลายรูปแบบเพื่อให้คนสนใจยิ่งขึ้น เช่น การแสดงละครงูตามจังหวะเพลง การชกมวยระหว่างคนกับงูจงอาง จนชาวบ้านที่มีชื่อเสียงทางการแสดงงูมีฉายาประจำ เช่น กระหร่องน้อย เมืองอีสา  ทองคำ ลูกทองชัย เป็นต้น การเดินทาง  บ้านโคกสง่าอยู่ห่างจากตัวเมือง 49 กิโลเมตร ไปตามทางหลวงหมายเลข 2 (ถนนมิตรภาพ) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 33 เลี้ยวขวาเข้าเส้นทางไปอำเภอกระนวน ทางหลวงหมายเลข 2039 ถึงหลักกิโลเมตรที่ 14   ตรงไปทางเข้าวัดศรีธรรมา 2 กิโลเมตร จะถึงประตูทางเข้าหมู่บ้าน

    อุทยานสัตว์ป่าอีสานตอนบน ขอนแก่น-อุดรธานี  (สวนสัตว์เขาสวนกวาง)
    ตั้งอยู่ในพื้นที่ 2 แห่ง คือ พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเขาสวนกวางและพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อำเภอโนนสะอาด จังหวัดอุดรธานี    รวมพื้นที่ 4,696 ไร่ เริ่มก่อสร้างในปี พ.ศ. 2552  จะแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2555  สวนสัตว์แห่งนี้มีรูปแบบของอุทยานการเรียนรู้  การอนุรักษ์พันธุ์สัตว์ป่าหายาก เป็นศูนย์วิจัยเพาะเลี้ยง แหล่งการศึกษาและการท่องเที่ยวในรูปผจญภัย (จังเกิล ปาร์ค) โดยยึดหลักการป่าชุมชนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง ให้คนอยู่กับป่าได้และมีส่วนร่วม เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยว การลงทุน และการจ้างงานในท้องถิ่น ซึ่งนอกจากจะเป็นสวนสัตว์แล้ว  ยังจัดให้มีอควาเรียม  รวมถึงเครื่องเล่นและสวนน้ำเล็ก ๆ เชื่อว่าจะสร้างความสนใจให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติเดินทางมาเที่ยวเป็นจำนวนมาก สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อุทยานสัตว์ป่าอีสานตอนบนขอนแก่น-อุดรธานี โทร. 08 6455 6340 - 1   การเดินทาง ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 64 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น-อุดรธานี)             

    เขื่อนอุบลรัตน์
    เรียกอีกชื่อว่า “เขื่อนพองหนีบ” เนื่องจากสร้างข้ามแม่น้ำพองโดยปิดกั้นลำน้ำพองตรงบริเวณช่องเขาที่เป็นแนวต่อระหว่างเทือกเขาภูเก้าและภูพานคำ การก่อสร้างเริ่มเมื่อปี พ.ศ. 2507 แล้วเสร็จปี พ.ศ. 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าอุบลรัตน์ราชกัญญาฯ ได้เสด็จไปทรงทำพิธีเปิดเขื่อนเมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2509   เขื่อนนี้มีประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ทั้งการผลิตกระแสไฟฟ้า การเกษตร การประมง การป้องกันอุทกภัย การคมนาคม ตลอดจนเป็นที่สำหรับพักผ่อนของประชาชน ภายในบริเวณเขื่อนมีร้านอาหาร บ้านพัก  และกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การนั่งเรือชมทัศนียภาพเหนือเขื่อน ชมสวนไม้ในวรรณคดีและสวนประติมากรรมไดโนเสาร์ รวมทั้งมีสนามกอล์ฟบริการอีกด้วย สอบถามรายละเอียดได้ที่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ที่ทำการเขื่อนอุบลรัตน์ โทร. 0 4344 6231  กรุงเทพมหานคร โทร.  0 2436 6046-8   การเดินทาง   ห่างจากตัวเมืองขอนแก่น 50 กิโลเมตร ใช้ทางหลวงหมายเลข 2 (ขอนแก่น-อุดรธานี) ถึงหลักกิโลเมตรที่ 470-471 จะมีทางแยกซ้ายมือเข้าสู่เขื่อนอุบลรัตน์อีก 24 กิโลเมตร

    อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ
    ครอบคลุมพื้นที่อำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น และอำเภอโนนสัง จังหวัดหนองบัวลำภู มีพื้นที่ 320 ตารางกิโลเมตร หรือ 201,250 ไร่ ได้รับการประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อวันที่ 20 กันยายน 2528 พื้นที่ป่าส่วนใหญ่ปกคลุมด้วยป่าเต็งรัง ใบไม้จะเปลี่ยนสีผลัดใบในช่วงต้นเดือนพฤศจิกายน ภายในบริเวณที่ทำการอุทยานฯ มีสถานที่สำหรับตั้งค่ายพักแรมได้ สิ่งที่น่าสนใจ ได้แก่ ร่องรอยก่อนประวัติศาสตร์ของชุมชนในสมัยบ้านเชียง เช่น ภาพเขียนสีและภาพสลักตามผนังถ้ำต่าง ๆ และรอยเท้าไดโนเสาร์ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นพันธุ์เดียวกับรอยเท้าที่พบที่อำเภอภูเวียง เป็นต้น สอบถามรายละเอียดได้ที่อุทยานแห่งชาติภูเก้า-ภูพานคำ โทร. 08 1221 0764 หรือกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 การเดินทาง ใช้เส้นทางสายขอนแก่น-เขื่อนอุบลรัตน์ ถึงตลาดอุบลรัตน์ ระยะทาง 50 กิโลเมตร จากนั้นใช้เส้นทางเขื่อนอุบลรัตน์-โนนสัง ระยะทาง 6 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ หรือใช้เส้นทางสายอุดรธานี-เลย เข้าสู่อำเภอโนนสัง ที่สามแยกจังหวัดหนองบัวลำภู ระยะทาง 40 กิโลเมตร ถึงสามแยกโสกจานเลี้ยวขวาเส้นทางบ้านโสกจาน-เขื่อนอุบลรัตน์ ระยะทาง 54 กิโลเมตร ถึงที่ทำการอุทยานฯ  หรือขึ้นรถโดยสารประจำทางสายเขื่อนอุบลรัตน์-โนนสัง บริเวณตลาดอำเภออุบลรัตน์

    อุทยานแห่งชาติน้ำพอง
    มีพื้นที่ทั้งสิ้น 197 ตารางกิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่หลายอำเภอในจังหวัดขอนแก่น ได้แก่ อุบลรัตน์ ภูเวียง บ้านฝาง มัญจาคีรี และ โคกโพธิ์ชัย  และ สองอำเภอในจังหวัดชัยภูมิ ได้แก่ บ้านแท่น และแก่งคร้อ เป็นทั้งแหล่งต้นน้ำของลำน้ำชี ลำน้ำพอง  เป็นแหล่งสมุนไพร  มีพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นภูเขา ป่าเต็งรังและป่าดิบแล้ง ในบริเวณอุทยานมีจุดชมวิวอยู่หลายแห่ง ได้แก่ “จุดชมวิวหินช้างสี” เป็นกลุ่มหินใหญ่บนสันเขาป่าโสกแต้ ด้านข้างของหินมีรอยดินที่ช้างใช้ลำตัวสีก้อนหินติดอยู่ ใช้เวลาเดินเท้าจากที่ทำการประมาณ 2 ชั่วโมง หรือโดยรถยนต์จากสวนป่าโสกแต้ 8 กิโลเมตร จากจุดนี้จะมองเห็นทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำอุบลรัตน์ และเมืองขอนแก่น เดินเท้าจากจุดนี้ไป 30 นาทีจะเป็น “จุดชมวิวพลาญชาด”  เป็นลานหินที่มีต้นชาดขึ้นอยู่  ถัดไปคือ“ผาสวรรค์” เป็นหน้าผาบนเทือกเขาป่าโสกแต้อยู่บริเวณบ้านโนนสวรรค์ อำเภออุบลรัตน์ เป็นจุดชมทัศนียภาพของอ่างเก็บน้ำที่งดงามอีกจุดหนึ่ง ใช้เวลาเดินเท้าจากที่ทำการประมาณ 2 ชั่วโมง สถานที่น่าสนใจอีกแห่งหนึ่งก็คือ “โพนคำ” เป็นบ่อหินกลมคล้ายปล่องภูเขาไฟเกิดจากสภาพทางธรณีวิทยา

    อุทยานศรีเวียง
    ตั้งอยู่ที่ตำบลเมืองเก่าพัฒนา  เป็นสวนสาธารณะริมเส้นทางระหว่างทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง มีพื้นที่ 2 ไร่  ฉากหลังเป็นเทือกเขาภูเวียง บริเวณภายในจัดทำเป็นสวนพักผ่อน สวนสุขภาพ มีโขดหิน น้ำตก บ่อน้ำ สวนหย่อม สนามนั่งเล่น ไดโนเสาร์จำลองเรียงรายทั่วบริเวณนับร้อยตัว บางตัวสามารถร้องได้ เคลื่อนไหวได้คล้ายของจริง  เป็นไดโนเสาร์ที่มีการค้นพบฟอสซิลในภาคอีสาน  การเดินทาง ใช้เส้นทางเดียวกับทางไปอุทยานแห่งชาติภูเวียง โดยเดินทางจากขอนแก่นถึงอำเภอภูเวียงระยะทาง  70 กิโลเมตร และเดินทางจากตัวอำเภอต่อไปอีก 7 กิโลเมตรอุทยานศรีเวียงจะอยู่ด้านซ้ายมือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ อุทยานแห่งชาติภูเวียง  โทร. 0 4335 8073

    พิพิธภัณฑ์ไดโนเสาร์ภูเวียง
    เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง ก่อตั้งโดยความร่วมมือระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จังหวัดขอนแก่นและกรมทรัพยากรธรณี เพื่อศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่ความรู้ด้านทรัพยากรธรณีแก่สาธารณชน อาคารแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนบริการ ส่วนวิชาการ และส่วนนิทรรศการ โดยในห้องจัดแสดงนิทรรศการ แบ่งพื้นที่แสดงเป็นการกำเนิดโลก หิน แร่ ซากดึกดำบรรพ์ และหุ่นจำลองไดโนเสาร์ เป็นต้น เปิดให้เข้าชมทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 – 17.00 น. สอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ศึกษาวิจัยซากดึกดำบรรพ์ไดโนเสาร์ภูเวียง โทร. 0 4343 8204-6

    อุทยานแห่งชาติภูเวียง
    ครอบคลุมอำเภอภูเวียง อำเภอสีชมพู อำเภอชุมแพและอำเภอเวียงเก่า มีพื้นที่ 380 ตารางกิโลเมตร ปี พ.ศ. 2519 ได้มีการสำรวจแหล่งแร่ยูเรเนียมในบริเวณอุทยานแห่งชาติภูเวียง  แต่ระหว่างนั้นได้ค้นพบซากกระดูกชิ้นหนึ่ง  เมื่อส่งไปให้ผู้เชี่ยวชาญชาวฝรั่งเศสวิจัย ปรากฏว่าเป็นกระดูกหัวเข่าข้างซ้ายของไดโนเสาร์ จากนั้นนักสำรวจก็ได้ขุดค้นกันเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน

    บนยอดภูประตูตีหมา หลุมขุดค้นที่ 1 ได้พบฟอสซิลไดโนเสาร์พันธุ์หนึ่ง (Sauropod) มีลำตัวสูงใหญ่ประมาณ  15 เมตร คอยาว หางยาว เป็นพันธุ์กินพืชซึ่งไม่เคยพบที่ใดมาก่อน จึงได้อัญเชิญพระนามของสมเด็จพระเทพฯ มาตั้งชื่อไดโนเสาร์พันธุ์นี้เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติว่า "ภูเวียงโกซอรัส สิรินธรเน่" (Phuwianggosaurus Sirindhornae) ในบริเวณหลุมขุดค้นเดียวกัน ยังพบฟันของไดโนเสาร์ประเภทกินเนื้อปะปนอยู่มากกว่า 10 ซี่ ทำให้สันนิษฐานได้ว่าซอโรพอดตัวนั้นอาจเป็นอาหารของเจ้าของฟันเหล่านี้ แต่ในกลุ่มฟันที่ขุดพบมีอยู่หนึ่งซี่ที่มีลักษณะแตกต่างออกไป  เมื่อนำไปศึกษาปรากฏว่าเป็นลักษณะฟันไดโนเสาร์พันธุ์ใหม่ที่ไม่เคยค้นพบมาก่อนเช่นกัน จึงตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ผู้ค้นพบ นายวราวุธ สุธีธร ว่า "ไซแอมโมซอรัส สุธีธรนี่" (Siamosaurus Suteethorni) ผู้สนใจสามารถเดินไปชมได้ หลุมขุดค้นที่ 1 นั้นอยู่ไม่ไกลจากที่ทำการอุทยาน และยังสามารถเดินไปชมหลุมขุดค้นที่ 2 และ 3 ซึ่งอยู่บริเวณใกล้เคียงด้วย

    บริเวณหินลาดป่าชาด หลุมขุดค้นที่ 8 พบรอยเท้าไดโนเสาร์จำนวน 68 รอย อายุประมาณ 140 ล้านปี เกือบทั้งหมดเป็นรอยเท้าของไดโนเสาร์กินเนื้อพันธุ์เล็กที่สุดในโลกเดิน 2 เท้า แต่หนึ่งในรอยเท้าเหล่านั้นมีขนาดใหญ่ผิดจากรอยอื่น คาดว่าเป็นของคาร์โนซอรัส การไปชมควรเดินทางด้วยรถขับเคลื่อน 4 ล้อ ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ห่างจากที่ทำการ 19 กิโลเมตร  ส่วนฟอสซิลดึกดำบรรพ์อื่น ๆ ที่ขุดพบ เช่น ซากลูกไดโนเสาร์ ซากจระเข้ขนาดเล็ก ซากหอย 150 ล้านปี จะอยู่กระจัดกระจายกันตามหลุมต่าง ๆ

    บริเวณรี้ยังมีการพบร่องรอยอารยธรรมโบราณด้วย โดยพบ “พระพุทธรูปปางไสยาสน์” ประติมากรรมนูนสูงสลักบนหน้าผาของยอดเขาภูเวียง สร้างขึ้นตั้งแต่สมัยพุทธศตวรรษที่ 14  ลักษณะท่านอนได้รับอิทธิพลจากอินเดีย พระเศียรหนุนแนบกับต้นแขนขวา แขนซ้ายทอดไปตามลำพระองค์  นอกจากนี้“ถ้ำฝ่ามือแดง”  ที่บ้านหินร่องมีงานศิลปะของมนุษย์ถ้ำโบราณ  ลักษณะของภาพเกิดจากการพ่นสีแดงลงไปในขณะที่มือทาบกับผนังถ้ำก่อให้เกิดเป็นรูปฝ่ามือขึ้น ส่วนเส้นทางชมธรรมชาติ ในบริเวณอุทยานฯ จะมีน้ำตกอยู่สองสามแห่ง  “น้ำตกทับพญาเสือ” เป็นน้ำตกเล็ก ๆ ตั้งอยู่ใกล้กับถ้ำฝ่ามือแดง  “น้ำตกตาดฟ้า”  เป็นน้ำตกขนาดใหญ่ สูงประมาณ 15 เมตร  “น้ำตกตาดกลาง”  สูงประมาณ 8 กิโลเมตร นอกจากน้ำตกก็ยังมีแหล่งท่องเที่ยวประเภททุ่งหญ้าและลานหิน ซึ่งจะมีดอกไม้ป่านานาพันธุ์บานในช่วงหลังฤดูฝน ได้แก่ “ทุ่งใหญ่เสาอาราม” “หินลาดวัวถ้ำกวาง” และ “หินลาดอ่างกบ”

    การเดินทาง  จากตัวเมืองขอนแก่นใช้เส้นทางขอนแก่น-ชุมแพ (ทางหลวงหมายเลข 12) เป็นระยะทาง 48 กิโลเมตร แยกขวาเข้าทางหลวงหมายเลข 2038 เป็นระยะทาง 18 กิโลเมตร ถึงอำเภอภูเวียง แล้วใช้เส้นทางภูเวียง-บ้านเมืองใหม่ ไปจนถึงกิโลเมตรที่ 23 จะเป็นบริเวณที่เรียกว่า “ปากช่องภูเวียง” ซึ่งมีหน่วยพิทักษ์อุทยานแห่งชาติภูเวียงตั้งอยู่ เดินทางต่อไปจนถึงกิโลเมตรที่ 30 เลี้ยวซ้ายตรงทางเข้าอ่างเก็บน้ำบ้านโพธิ์ เป็นระยะทาง 8 กิโลเมตร  หากประสงค์จะเข้าชมเป็นหมู่คณะ และต้องการเจ้าหน้าที่นำชม ติดต่อได้ที่สำนักงานอุทยานฯ บริเวณภูประตูตีหมา โทร. 0 4335 8073

    เมืองโบราณโนนเมือง
    อยู่ในเขตบ้านนาโพธิ์ ห่างจากอำเภอเมือง 80 กิโลเมตร  เล่ากันว่าที่เนินดินกว้างที่เรียกว่าโนนเมืองนั้นเป็นเมืองโบราณ ลักษณะเป็นเนินดินรูปไข่ มีพื้นที่ประมาณ 170 ไร่  ล้อมรอบด้วยคูเมือง 2 ชั้น เมื่อนักโบราณคดีเข้าไปสำรวจพบใบเสมาหินทรายศิลปะทวาราวดีปักอยู่ในเมืองและพื้นที่โดยรอบ มีเศษภาชนะดินเผาชิ้นไม่ใหญ่นักกระจัดกระจายอยู่ทั่วไปบนเนินดิน เศษภาชนะดินเผาเหล่านี้มีทั้งชนิดเขียนสีแดง ชนิดลายขูดขีดและลายเชือกทาบ

    ในชั้นดินสมัยทวาราวดี (พุทธศตวรรษที่ 12-16) ไม่พบหลักฐานของการฝังศพ ยิ่งขุดชั้นดินลึกลงไปยิ่งพบหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ เมืองโบราณแห่งนี้เคยมีชุมชนมาตั้งแต่สมัยก่อนประวัติศาสตร์ (ตอนปลาย) พบโครงกระดูกมนุษย์อายุราว 2,500 ปี  ผู้คนสมัยนี้มีพิธีฝังศพตามประเพณีโบราณ มีการฝังเครื่องมือเครื่องใช้ลงไปพร้อมศพด้วย เช่น หม้อและภาชนะดินเผา มีทั้งลายเขียนสี  ลายขูดขีด  และลายเชือกทาบ  รวมทั้งกำไลสัมฤทธิ์ กำไลกระดูกสัตว์ เปลือกหอย ลูกปัดหินสี ฯลฯ นอกจากนั้นยังมีการค้นพบเครื่องมือเหล็กประเภทจอบ เคียว และกระดูกของสัตว์ต่าง ๆ เช่น เก้ง กวาง และปลาหลายชนิด ทำให้ทราบว่าผู้คนที่นี่ดำรงชีวิตด้วยการเกษตรกรรม  มีผู้คนอาศัยอยู่ที่นี่เรื่อยมาจนถึงสมัยลพบุรี (พุทธศตวรรษที่ 16-17) และทิ้งร้างไปในที่สุด การเดินทาง  ใช้เส้นทางขอนแก่น-ชุมแพ (ทางหลวงหมายเลข 12) ผ่านตัวอำเภอชุมแพ ถึงที่ทำการไปรษณีย์ เลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก 5 กิโลเมตร

    อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน
    ภายนอกของอุทยานแห่งนี้คือเทือกเขาหินปูนที่มีหน้าผาตัดตรงดิ่งลงมาเป็นริ้ว ๆ คล้ายผ้าม่าน สภาพป่าของที่นี่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าดิบและป่าไม้เบญจพรรณ สภาพอากาศจะเย็นชื้นเกือบตลอดปี  มีพื้นที่ทั้งหมด 218,750 ไร่ ครอบคลุมอาณาบริเวณในอำเภอภูผาม่าน และอำเภอชุมแพ จังหวัดขอนแก่นและอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลย   เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวภายในอุทยานอยู่กระจัดกระจายกันจึงแบ่งเส้นทางท่องเที่ยวได้สองเส้นทาง คือ

    -เส้นที่ว่าการอำเภอภูผาม่าน ไปตามเส้นทางชุมแพ - เพชรบูรณ์  (ทางหลวงหมายเลข 12) เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข 201 ประมาณ 10 กิโลเมตร เลี้ยวซ้ายไปตามทางสู่ที่ว่าการอำเภอภูผาม่าน ได้แก่

    ถ้ำค้างคาว ตั้งอยู่บนภูผาม่าน ห่างจากที่ว่าการอำเภอ  2.5 กิโลเมตร อยู่บริเวณหน้าผาด้านหน้าสูงจากระดับพื้นดินประมาณ 100 เมตร ปากถ้ำสามารถมองเห็นแต่ไกล เมื่อเข้าใกล้จะได้กลิ่นฉุนของมูลค้างคาว ภายในถ้ำมีค้างคาวขนาดเล็กอาศัยอยู่นับล้านตัว ทุกวันจะบินออกจากถ้ำในเวลาประมาณ 18.00 น. โดยจะบินเป็นกลุ่มยาวนับสิบกิโลเมตร ใช้เวลาประมาณ 30-45 นาที       

    ถ้ำพระ อยู่ใกล้เคียงกับถ้ำค้างคาว เป็นถ้ำที่มีลักษณะยาวเฉียงขึ้นด้านบนสามารถเดินทะลุถึงยอดภูผาม่านได้แต่เส้นทางค่อนข้างลำบาก ภายในถ้ำมีเสาหินขนาดใหญ่และมีหินงอกหินย้อยสวยงาม รถยนต์เข้าถึงได้ตลอดทั้งปี แต่เหมาะที่จะท่องเที่ยวในฤดูหนาวมากกว่าเพราะในฤดูฝนจะมีตะไคร่จับก้อนหินทำให้ลื่นได้

    ถ้ำภูตาหลอ ตั้งอยู่ที่บ้านวังสวาบ ห่างจากที่ว่าการอำเภอ 17 กิโลเมตร รถยนต์เข้าถึงได้เฉพาะในฤดูแล้ง  เป็นถ้ำที่โอ่โถง พื้นที่ประมาณไร่เศษ เพดานถ้ำสูงประมาณ 5-7 เมตร มีหินงอกหินย้อยซึ่งยังอยู่ในสภาพที่เป็นธรรมชาติ  พื้นถ้ำเป็นดินเรียบอากาศภายในเย็นสบาย หินบางก้อนมีลักษณะคล้ายหินเขี้ยวหนุมาน

    น้ำตกตาดฟ้า เป็นน้ำตกที่เกิดจากลำห้วยตาดฟ้าซึ่งเป็นเส้นแบ่งเขตแดนอำเภอภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น กับอำเภอน้ำหนาว จังหวัดเพชรบูรณ์ อยู่ในท้องที่บ้านดงสะคร่าน หมู่ 7 ตำบลวังสวาบ ห่างจากที่ว่าการอำเภอประมาณ 40 กิโลเมตร รถยนต์สามารถเข้าไปถึงแค่บ้านตาดฟ้า หลังจากนั้นต้องเดินเท้าต่อไปอีก มีน้ำตกทั้งหมด 5 ชั้น ชั้นที่สวยงามที่สุดคือ ชั้นสุดท้ายซึ่งมีความสูงประมาณ 80 เมตร ในฤดูฝนน้ำตกตาดฟ้าจะสวยงามที่สุด

    -เส้นทางที่สอง จากสำนักงานอุทยานฯ ตรงต่อมาจากเส้นทางเดิม ตามทางหลวงหมายเลข 201  ได้แก่

    น้ำตกตาดใหญ่  เป็นน้ำตกที่มีขนาดใหญ่ เกิดจากห้วยตาดฟ้า  มีน้ำตกชั้นเล็กชั้นน้อยหลายชั้นก่อนตกลงหน้าผาที่มีความสูงประมาณ  80  เมตร เป็นน้ำตกที่สูงที่สุดในอุทยานฯ

    ถ้ำพญานาคราช ภายในมีหินงอกหินย้อยลักษณะเป็นริ้วคล้ายม่านประดับด้วยเกร็ดประกายแวววาวของหินแร่สวยงามมาก  รถยนต์เข้าถึงเชิงเขาที่เป็นตัวถ้ำได้ ถ้ำนี้มีความคดเคี้ยวคล้ายตัวพญานาคยาวประมาณ 1กิโลเมตร

    ถ้ำลายแทง อยู่ถัดจากถ้ำพญานาคราช 800 เมตร มีภาพเขียนสีโบราณบนผนังถ้ำกว้าง  2 ตารางเมตร ภาพมีลักษณะต่าง ๆ เช่น ภาพคน สัตว์และอื่น ๆ รวมแล้วประมาณ 70 ภาพ แสดงถึงอารยธรรมและการดำรงชีวิตของคนยุคก่อนประวัติศาสตร์กว่า 2,000 ปี

    นอกจากนี้ยังมี “น้ำตกตาดร้อง” หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “น้ำตกตาดฮ้อง” อยู่ในเขตจังหวัดเลย ระหว่างรอยต่ออุทยานแห่งชาติภูกระดึง อุทยานแห่งชาติภูผาม่าน และลำน้ำพอง เป็นน้ำตกขนาดใหญ่สูงประมาณ 70 เมตร  ที่เรียกว่าน้ำตกตาดร้อง เนื่องจากบริเวณใต้น้ำตกมีแผ่นหินขนาดใหญ่ยื่นออกมารองรับน้ำเปรียบเสมือนลิ้นขนาดใหญ่ เวลาน้ำตกลงมากระทบแผ่นหินและแฉลบไปตามซอกหินต่าง ๆ ทำให้เกิดเสียงดังก้องไปทั่วป่า

    อุทยานฯ ไม่มีที่พักและสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักท่องเที่ยว ผู้สนใจเที่ยวชมควรเตรียมพร้อมในทุกด้าน รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ  กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช โทร. 0 2562 0760 หรืออุทยานแห่งชาติภูผาม่าน ตำบลหนองนาทุ่ม อำเภอชุมแพ โทร. 0 4321 0163

    ช้างกระ
    เป็นชื่อกล้วยไม้ป่าที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ อยู่ในวัดป่ามัญจาคีรีมากกว่า  4,000  ต้น เกาะตามต้นไม้ที่มีอายุนับร้อยปีกว่า   280 ต้น  ระหว่างเดือนมกราคม-กุมภาพันธ์ ช้างกระจะออกดอกบานชูช่อสวยงามส่งกลิ่นหอมอ่อน ๆ ไปทั่วบริเวณ การเดินทาง   อยู่ห่างจากตัวอำเภอมัญจาคีรี 1 กิโลเมตร และห่างจากอำเภอเมือง  57 กิโลเมตร  ใช้เส้นทางถนนมิตรภาพจากกรุงเทพมหานคร ( ทางหลวงหมายเลข 2 ) เลี้ยวซ้ายเข้าอำเภอชนบท  ต่อไปตามทางหลวงหมายเลข 229 (ชนบท – มัญจาคีรี ) สังเกตทางเข้าวัดด้านซ้ายมือ  ก่อนเข้าตัวเมืองอำเภอมัญจาคีรี  ระยะทางจากถนนมิตรภาพ 35 กิโลเมตร หรือหากเดินทางจากขอนแก่นใช้เส้นทางหมายเลข  2731 (ขอนแก่น – พระยืน)   เชื่อมต่อกับเส้นทางหมายเลข  2062 (พระยืน – มัญจาคีรี)

    ปราสาทเปือยน้อย หรือ พระธาตุกู่ทอง
    ถึงแม้จะเป็นปราสาทหินที่มีขนาดไม่ใหญ่เท่ากับปราสาท หลายแห่งที่พบทางอีสานตอนใต้ แต่ก็นับว่าเป็นปราสาทเขมรที่สมบูรณ์มากแห่งหนึ่ง สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 16-17 เป็นศิลปะผสมระหว่างศิลปะเขมรแบบบาปวนและแบบนครวัด เพื่อใช้เป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู แผนผังการสร้างมีความหมายเป็นเขาพระสุเมรุ ซึ่งถือเป็นแกนจักรวาลอันเป็นที่สถิตย์ของเทพเจ้าที่เรียกว่า “ศาสนบรรพต” สิ่งก่อสร้างภายในบริเวณปราสาทเป็นไปตามแบบแผนของศาสนสถานขอมโบราณ หน้าบันขององค์ปรางค์ประธานสลักเป็นพระยานาคราชมีลวดลายสวยงามมาก ทับหลังสลักเป็นรูปนารายณ์บรรทมสินธุ์ที่ยังอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ "โคปุระ" (ซุ้มประตู) อยู่ทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก ด้านข้างโคปุระเจาะเป็นช่องหน้าต่าง "กำแพงแก้ว" มีฐานเป็นบัวคว่ำบัวหงาย มีการสลักศิลาแลงเป็นร่องแบบ&
    บันทึกการเข้า